CULTURE & SOCIETY

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นผลมาจากการอพยพเข้ามาของประชาชนจากทั่วโลก เริ่มต้นตั้งแต่ชาวเมารีจากแปซิฟิก และต่อมาชาวอังกฤษก็อพยพ เข้ามาช่วงศตวรรษที่ 18 ประเทศ นอกจากนี้ ชาวนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่จะต้อนรับชาวต่างชาติที่เข้ามายังประเทศของตนด้วยความอบอุ่น ซึ่งพวกเค้าจะเรียกตนเองว่า “กีวี” นอกจากนี้ชาวนิวซีแลนด์ยังมีความเป็นมิตร ชอบพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ในชีวิตประจำวัน คนนิวซีแลนด์ค่อนข้างจะดำเนินชีวิตแบบสบายๆ แม้กระทั่งการติดต่อกันทางธุรกิจยังเรียกบุคคลอื่นด้วยชื่อแรกอีกด้วย นิวซีแลนด์มีประชากรในประเทศอยู่ 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่จะเป็น ชนผิวขาว 75.5% ชนเผ่าเมารีซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมือง (tangata whenua) ของนิวซีแลนด์ เป็นกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชาวยุโรปกลุ่มใหญ่ที่สุด ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา  อีกกลุ่มหนึ่งเป็นชาวโพลินีเซียนจากหมู่เกาะต่างๆ ที่เหลือจะเป็นผู้ที่มีความรู้ที่รัฐบาลสนับสนุนให้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานได้ โดยมากจะเป็นชาวเอเชีย และโพลินีเซียน สังคมชาวนิวซีแลนด์จึงประกอบไปด้วยหลากหลายภาษา นอกจากนี้ชาวนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนส์เป็นศาสนาประจำประเทศ ส่วนภาษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ใช้คือ ภาษาอังกฤษและภาษาเมารี แต่ขณะเดียวกันภาษาพื้นเมืองเมารียังคงมีบทบาทเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้เป็นชื่อสถานที่ ภาษาเมารีดั้งเดิมไม่มีตัวเขียนจึงใช้ตัวอักษรของภาษาอังกฤษเขียนแทน คำภาษาเมารีเป็นสระผสมพยัญชนะ ไม่มีตัวสะกด

ดังนั้นวัฒนธรรมของประเทศนิวซีแลนด์จึงมี 2 แบบ คือ

1. วัฒนธรรมของคนผิวขาว ซึ่งจะคล้ายคลึงกับยุโรปและอเมริกัน

2. วัฒนธรรมเผ่าเมารี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจแล้ควรศึกษาเพราะวัฒนาธรรมของชาวเผ่าเมารีค่อนข้างเคร่งครัดมากในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีรีตองต่างๆ

โดยปกติชาวนิวซีแลนด์จะเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้ความช่วยเหลือกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากต่างประเทศ นอกจากนี้ชาวนิวซีแลนด์ยังเป็นคนที่ยึดถือเรื่องการรักษาการนัดหมายอย่างเคร่งครัด ดังนั้น การที่จะให้ทิปก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเท่าไหร่ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งบางครั้งบริกรชาวนิวซีแลนด์ก็จะปฏิเสธเงินค่าทิปจากนักท่องเที่ยวซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

  

** นอกจากนี้ ในเรื่องของวัฒนธรรมชาวเผ่าเมารี ที่ควรรู้ก็คือ คนต่างชาติจะต้องไม่เข้าไปในสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและพิธีการต่างๆ (Marae) โดยที่ไม่ได้รับเชิญก่อนอย่างเป็นพิธีรีตองตามประเพณี ซึ่งนอกจากนี้แล้ว ยังมีพิธีการต่างๆของชาวเผ่าเมารี ซึ่งจะให้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงนั่งแยกจากกัน, ห้ามไม่ให้มีการรับประทานอาหารใน Marae รวมทั้งชนเผ่าเมารีก็มีวิธีการต้อนรับ โดยการใช้จมูกและหน้าผากจรดกัน ที่เรียกว่า Hongki Haka (ฮากา) ซึ่งก็คือการเต้นรำก่อนการทำศึก ของนักรบชาวเผ่าเมารี ซึ่งปัจจุบันสามารถหาดูได้จากในงานแสดงศิลปวัฒนธรรม 

** ศัพท์ภาษาเมารีที่ควรรู้ **

Aotearoa (เอา เทอะ รัว) แปลว่า ดินแดนแห่งเมฆขาว เป็นชื่อที่ชาวเมารีใช้เรียกนิวซีแลนด์ Hangi (ฮังกิ) คือ การเตรียมอาหารแบบเมารีด้วยการนึ่งอาหารเหนือน้ำพุร้อนในเตาที่ทำจากดิน
Heitigi (เฮอิติกิ) หรือเรียกย่อๆว่า “ติกิ” คือรูปสลักเล็กๆ ทำด้วยหินสีเขียวหรือไม้ นิยมห้อยไว้รอบคอ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี
Pakeha (ปาเกฮา) แปลว่า คนขาว ชาวเมารีใช้เรียกฝรั่งผิวขาว
Haere-mai (ฮาเอเร-มาอิ) แปลว่า สวัสดี ยินดีต้อนรับ
Haere-ra (ฮาเอเร-รา) แปลว่า ลาก่อน
Kia-ora (เคีย-โอรา) แปลว่า โชคดี หรือใช้อวยพรก่อนกล่าวลา

ชาวนิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่ได้รับอารยธรรมอังกฤษแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการแต่งกายจึงดูคล้ายชาวอังกฤษทางตอนเหนือ มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ

** เครื่องดนตรีพื้นเมือง **

 

นอกจากนี้ ที่ประเทศนิวซีแลนด์ยังมีเครื่องดนตรีพื้นเมืองคือวูวูเซลา (อังกฤษ: vuvuzela, เป็นภาษาซูลู แปลว่า ทำให้เกิดเสียงดัง) หรือในบางครั้งเรียกว่า เลปาตาตา (Lepatata ในภาษาสวานา) เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าคล้ายทรัมเป็ต เป็นเครื่องดนตรีและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองแอฟริกาใต้ มีความยาวประมาณ 1 เมตร เสียงของวูวูเซลา เป็นไปในลักษณะดังกึกก้อง คล้ายเสียงร้องของช้าง และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่ใช้เป็นเครื่องดนตรีเป่าเชียร์นักเตะจากประเทศต่างๆ

Sport

 

รักบี้(Rugby) ยังเป็นหนึ่งในกีฬาที่ชาวนิวซีแลนด์พากันคลั่งไคล้มากที่สุด ซึ่ง ทีมชาติรักบี้ที่ชื่อ ออลแบล็ก (All Black) ซึ่งเป็นทีมที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีชื่อเสียงมากว่า 100 ปี และถ้าวันไหนทีม All Black ลงแข่งขัน ชาวนิวซีแลนด์ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหนก็จะหยุดงานเพื่อไปรอชมก่อนการแข่งขันจะเริ่มทุกครั้ง ซึ่งนักกีฬาในทีมจะเต้นแบบนักรบเมารีที่เรียกว่า ฮากา” เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้อีกด้วย

 

นอกจากกีฬารักบี้แล้ว ที่ประเทศนิวซีแลนด์ยังมีกีฬาเน็ตบอล(Netball) ซึ่งเริ่มเล่นในประเทศอังกฤษ ที่เมือง Madame OStenbury’s College และ มีจำนวนผู้เล่นกีฬาประเภทนี้มากขึ้นและได้เริ่มเล่นกันตามประเทศต่างๆที่อยู่ภายใต้เครือจักรภพอังกฤษ แต่ยังไม่มีกฎกติกาการเล่นที่แน่นอน ต่อมาในช่วง ค.ศ.1957 ชาวออสเตรเลียที่เดินทางมาที่อังกฤษได้อภิปรายถึงมาตรฐานของกติกาการเล่นของกีฬาประเภทนี้ และในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1960 ก็ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์กีฬาเน็ตบอลขึ้นอย่างเป็นทางการและมีมติให้จัดการแข่งขันชิงแชมป์โลกทุกๆ 4 ปี ซึ่งต่อมาเมื่อปีค.ศ. 1970 ทางสมาคมกีฬาเน็ตบอลประเทศออสเตรเลียได้มีการปรับปรุงเกมส์การเล่นของกีฬาประเภทนี้ขึ้นเพื่อให้กีฬาประเภทนี้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยที่มุ่งเน้นทางด้านความเร็วและความตื่นเต้นตลอดการแข่งขัน ซึ่งกีฬาประเภทนี้เป็นที่นิยมมากสำหรับหญิงสาวชาวนิวซีแลนด์